home,repair,homes,repairs,house,houses,decoration,decor,decorations,fix,fixing,หาดใหญ่,สงขลา

หน้าหลัก > บทความ > รอยแตกร้าวคอนกรีต

รอยแตกร้าวคอนกรีต

รอยแตกร้าวที่ไม่พึงประสงค์ในพื้นคอนกรีต รอยแตกร้าวของคอนกรีตเป็นหนึ่งในหลายปัญหาที่มีความสำคัญ และพบได้บ่อยๆในงานก่อสร้าง ตลอดจนมักจะเป็นข้อพิืพาทระหว่าง ผู้รับเหมากับเจ้าของงาน ผู้ควบคุมงาน และผู้ผลิตคอนกรีต ดดยทั่วๆไแล้ว รอยแตกมีสาเหตุหลักๆมาจากการยึดรั้ง(ภายในและภายนอก) ของการเปลี่ยนแปลงปริมาณคอนกรีต ซึ่งมักจะเกิดปัจจัยหลายๆอย่างรวมกัน ได้แก่การหดตัวผิวแห้ง(drying shrinkageการหดตัวจากอุณหภูมิ(thermal contraction)การงอตัว(curing) การทรุดตัวของดิน(settlement of soil support system) และน้ำหนักบรรทุก(load) เป็นต้น ปัจจัยสำคัญที่สามารถลดการแตกร้าวมีดังนี้ 1.เลือกประเภทของรอยต่อ(joint)และกำหนดตำแหน่งรอยต่อที่เหมาะสม ไม่ควรเทพื้นคอนกรีตเป็นบริเวณกว้างจนเกินไป เพราะระหว่างการก่อสร้างอาจจะมีปัจจัยอื่นๆหลายประการที่อาจจะทำให้เกิดรอยร้าวขึ้นได้ รอยแตกร้าวที่จะเกิดขึ้นจึงควรถูกบังคับให้เกิดขึ้นในตำแหน่งที่กำหนดไว้แทนที่จะยอมให้รอยร้าว จะเกิดขึ้นดดยทั่วไป (random locations)ดดยไม่สามารถควบคุมได้ รอยต่อแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ก.รอยต่อเพื่อการหตัว หรือเพื่อการควบคุม(control joint) เป็นรอยต่อที่ยอมให้พื้นคอนกรีตที่มีความกว้างสามาถหดตัว และยอมให้เกิดรอยแตกในตำแหน่งรอยต่อนี้แทนที่จะเกิดรอยแตกบริเวณอื่นๆที่ไม่ต้องการ ข.รอยต่อเพื่อการขยายตัว หรือเพื่อแยกโครงสร้าง (isolation joint) เป้นรอยต่อที่แยกพื้นคอนกรีตวางบนดินออกจากเสา หรือกำแพง เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ ค.รอยต่อเพื่อการก่อสร้าง (construction joint) เป็นรอยต่อที่ออกแบบขึ้นสำหรับให้ทำการหยุดเทคอนกรีตได้อย่างเหมาะสม ดดยที่งานก่อสร้างยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องต่อไปซึ่งพื้นยังคงสามารถถ่ายแรง และรับน้ำหนักได้ 2.การเทคอนกรีตในปริมาณมาก สมารถแบ่งการเทให้มีจำนวนที่พอเหมาะ และรูปแบบการเทควรปฏิบัติตามที่สถาบัน ACI ได้ให้ข้อแนะนำไว้คือ ให้ทำการเทคอนกรีต เป็นแถวยาว 3.น้ำในส่วนผสมคอนกรีตมากเกินไปหรือการเทคอนกรีตที่ไม่ถูกวิธี อาจจะก่อให้เกิดการหดตัวผิวแห้ง ดดยที่ผิวหน้าด้านบนของคอนกรีตแห้งเร็วกว่าผิวด้านล่าง ก่อให้เกิดแรงตึงผิว การหดตัวที่แตกต่างกัน อาจทำให้แผ่นพื้นที่ขอบด้านบนโค้งงอ ซึ่งมักจะก่อให้เกิดปัญหาการดึงรั้งบริเวณใกล้ๆผนังนั่นเอง 4.ตำแหน่งเหล็กเสริืม เฉพาะพื้นคอนกรีตชนิดวางบนดินเท่านั้น ตำแหน่งเหล็กเสริมควรจะวางอยู่ด้านบนดดยมีลูกปูนหนุนอยู่ด้านล่าง สำหรับพื้นคอนกรีตที่วางเหล็กเสริมไว้ยังตำแหน่งกึ่งกลางความหนาพื้น จะทำให้การควบคุมรอยแตกร้าว (crack control)ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะตำแหน่งเหล็กอยู่ในระยะห่างมากเกินไปจากผิวที่เกิดการแตกร้าว(cracked surface)เนื่องจากความกนาส่วนครึ่งบนของแผ่นพื้นจะมีการหดตัวผิวแห้งมากกว่าส่วนล่าง และหากงานก่อสร้างเป็นพื้นโกดังรับน้ำหนักมาก การเสริมเหล็กควรเสริมสองชั้น โดยเหล็กที่เสริมผิวล่างจะรับแรงต้านทานแรงแบกทานจากดินใต้แผ่นพื้นซึ่งต้านทานน้ำหนักบรรทุกที่กระทำด้านบนแผ่นพื้น นั่นเอง 5.ระบบรองรับพื้น(support system) ในกรณีใช้ดินเป็นส่วนของโครงสร้างรับน้ำหนัก ให้ทำการบดอัดเป็นชั้นๆตามกรรมวิธีการบดอัดดิน(soil compaction) และไม่ควรถมดินสูงแล้วบดอัดเฉพาะชั้นสุดท้าย สำหรับกรณีแผ่นพื้นคอนกรีตหล่อในที่โดยมีคานรองรับ(slab on beam) โดยใช้ดินเป็นแบบ ควรทำการปูแผ่นพลาสติกก่อนวางเหล็กเสริม หรือเทคอนกรีตหยาบ(lean) เพื่อป้องกันดินหรือทรายรองพื้นดูดน้ำจากคอนกรีตมากเกินไป 6.การบ่มคอนกรีต(curing)ไม่ควรละเลยในการบ่มคอนกรีต การบ่มชื้นเป็นการบ่มที่ดีที่สุดที่มำให้ปฏิกริยาไฮเดรชั่นในอคอนกรีตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้คอนกรีตมีการพัฒนากำลังอัดได้ตามที่กำหนดไว้ Cr.อ.สิทธิชัย พิริยคุณธร ,ผศ.ดร.วรพจน์ ประชาเสรี ผู้พิมพ์ สิรภพ โชติยาธนากูล

ความคิดเห็น