home,repair,homes,repairs,house,houses,decoration,decor,decorations,fix,fixing,หาดใหญ่,สงขลา

หน้าหลัก > บทความ > 16 ทางลัดสู่บ้านสะอาด ด้วยทริคกำจัดคราบของใช้สุดยี้ !!!

16 ทางลัดสู่บ้านสะอาด ด้วยทริคกำจัดคราบของใช้สุดยี้ !!!

 วิธีทำความสะอาดบ้านให้สะอาดไม่สะสมเชื้อโรค ด้วยการกำจัดคราบอี๋ ๆ บนข้าวของในบ้านให้สะอาดเกลี้ยง

          การทำความสะอาดสิ่งของแต่ละชิ้น กว่าจะสะอาดหมดจดทุกซอกทุกมุมก็หมดเวลาไปไม่น้อย โดยเฉพาะของชิ้นใหญ่หรือมีคราบสกปรกตกค้างอยู่มาก แต่เว็บไซต์ diply.com จะทำให้เรื่องยาก ๆ เหล่านี้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยทริคเด็ดที่จะเปลี่ยนของในบ้านที่สกปรกสุด ๆ เป็นของใช้ที่สะอาดเอี่ยมอ่อง เหมือนเพิ่งถอยออกจากร้านมาสด ๆ ร้อน ๆ เลยล่ะ ต้องทำอย่างไรบ้างลองไปดูกันค่ะ


 1. ตู้เย็น

          หากชั้นวางของในตู้เย็นมีทั้งคราบเหนียว ๆ น้ำกระเด็นไปทั่ว หรือมีเศษอาหารชิ้นเล็กชิ้นน้อยเต็มไปหมด จนรู้สึกว่าไม่อยากจะเอาอาหารเข้าไปแช่เย็นเลย ให้นำของในตู้เย็นออกมาทั้งหมด แล้วล้างชั้นวางของ ผนังตู้เย็น พร้อมทั้งลิ้นชักใส่ของให้สะอาด จากนั้นใช้ผ้าเช็ดตามจนแห้งสนิท ถ้าลิ้นชักกับชั้นวางสามารถเคลื่อนย้ายได้ ให้ถอดออกมาแล้วนำไปล้างในอ่างล้างจานแทน จะได้ปิดประตูตู้เย็นเพื่อประหยัดพลังงานไปในตัว


 2. อ่างล้างจาน

          แม้จะเป็นจุดที่เอาไว้ชำระล้างข้าวของเครื่องใช้ในครัว แต่แน่ใจแล้วหรือว่า อ่างล้างจานสะอาดอย่างที่เห็น ? หากไม่มั่นใจก็ควรจะเช็ดอ่างล้างจานด้วยน้ำสบู่ที่เพิ่งผสมขึ้นใหม่ (ไม่ใช่น้ำสกปรกที่เหลือจากการล้างจาน) ทำความสะอาดอ่างล้างจานอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ยังตกค้างออกไป พร้อมทั้งลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

3. อ่างอาบน้ำ

          ยังจำภาพความสกปรกของอ่างอาบน้ำก่อนที่จะลงไปนอนแช่ได้หรือเปล่า ? สิ่งสกปรกและคราบสบู่เหล่านั้นจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากเติมน้ำลงไปโดยไม่ทำความสะอาด และก่อนที่จะลงไปนอนแช่น้ำในอ่างก็กลายเป็นน้ำสกปรกไปแล้ว ฉะนั้นจึงควรทำความสะอาดอ่างอาบน้ำและผนังห้องน้ำอย่างน้อยเดือนละครั้ง ด้วยน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำทั่วไปก็พอ


 4. เครื่องชงกาแฟ

          ถึงแม้เครื่องชงกาแฟจะดูมีรายละเอียดที่ซับซ้อน แต่การทำความสะอาดนั้นง่ายนิดเดียว แค่เทน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวงลงในช่องใส่น้ำ และเปิดเครื่องชงกาแฟให้ทำงานไปตามปกติ ทำซ้ำประมาณ 2 รอบ และล้างตามด้วยน้ำสะอาดอีก 3 รอบ เพื่อกำจัดกลิ่นและรสชาติของน้ำส้มสายชูออกจากเครื่องชงกาแฟให้หมดจด ก่อนเริ่มชงกาแฟครั้งต่อไป
5. ถุงพลาสติกใส่ของ

          เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมไม่น้อยสำหรับคนที่รู้จักนำถุงพลาสติกเก่า ๆ กลับมาใช้ใส่ของหรืออาหาร แต่การนำถุงพลาสติกกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ได้ทำความสะอาด เสี่ยงต่อการปนเปื้อนกับสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งที่เป็นอันตรายมากทีเดียว ฉะนั้นจึงควรเก็บรักษาถุงพลาสติกให้สะอาด โดยการเช็ดทั้งตะกร้าและถุงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ส่วนถุงผ้าก็ใช้วิธีซักล้างตามปกติ


 6. ชามใส่อาหารสัตว์เลี้ยง

          สำหรับบ้านที่มีสัตว์เลี้ยงควรจะทำความสะอาดทั้งชามใส่อาหารและถ้วยใส่น้ำ พร้อมทั้งบริเวณรอบ ๆ ที่ตั้ง ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำทุกสัปดาห์ ส่วนบ้านที่เลี้ยงแมวก็อย่าลืมทำความสะอาดพื้นที่รอบ ๆ กระบะทรายของแมวด้วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรีย ก่อนที่แบคทีเรียเหล่านั้นจะขยายเป็นวงกว้าง


 7. โคมไฟ

          ส่วนเศษฝุ่นที่กระจายไปทั่วตัวครอบโคมไฟ และเป็นสาเหตุที่ทำให้โคมไฟทั้งดูสกปรก แถมยังกระจายแสงสว่างได้น้อยลง สามารถทำให้โคมไฟกลับมาสะอาด และสว่างเหมือนเดิมได้ง่าย ๆ เพียงแค่ใช้ลูกกลิ้งแถบกาวถูกไปรอบ ๆ โคมไฟ แล้วผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์
8. สวิตช์ไฟ

          ถึงแม้ว่าจะล้างมือทุกครั้งก่อนออกจากห้องน้ำ แต่สุดท้ายแล้วก็กลับไปสกปรกเหมือนเดิมอยู่ดีหลังจากกดปิดสวิตช์ไฟ จุดเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะสะอาด แต่เป็นจุดที่สกปรกมากอีกจุดหนึ่งของบ้านเลยล่ะ หากไม่อยากให้มือต้องสกปรกซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลังจากล้างด้วยน้ำสบู่ ก็ควรจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดสวิตช์ไฟและบริเวณรอบ ๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแบคทีเรีย


 9. ถังขยะ

          บ่อยครั้งที่ในถังขยะมีทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์และคราบต่าง ๆ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรีย หากยังทำความสะอาดด้วยวิธีเดิม ๆ นอกจากจะเสี่ยงอันตรายจากการปนเปื้อนแล้ว ยังทำให้เหล่าเชื้อโรคเติบโตและแพร่กระจายไปทั่วบ้านด้วย ฉะนั้นทุกครั้งที่เปลี่ยนถุงใส่ขยะ ก็ควรทำความสะอาดถังขยะตามทุกครั้ง เพื่อกำจัดเชื้อโรคไปพร้อมกัน


 10. ช่องระบายอากาศ

          สำหรับคนที่รู้สึกว่า ช่วงนี้จามบ่อยเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะว่าช่องระบายอากาศสกปรก ซึ่งสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ๆ โดยฉีดน้ำยาทำความสะอาดลงไปบนช่องระบายอากาศ จากนั้นใช้ผ้าคลุมของปลายแหลมเช็ดตามซอกเล็ก ๆ ของตะแกรงบนช่องระบายอากาศทีละช่อง จนกระทั่งสะอาดครบทุกช่อง
 11. เครื่องซักผ้า

          เนื่องจากความชื้นของเครื่องซักผ้าเป็นที่มาของเชื้อรา และแบคทีเรีย อีกทั้งคงไม่น่าใช้เอาเสียเลยหากมีคราบต่าง ๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด ฉะนั้นให้เริ่มจากนำแปรงสีฟันเก่า ๆ มาขัดด้านนอกของตัวเครื่องซักผ้า ส่วนถังซักด้านในให้ปั่นด้วยน้ำร้อนผสมผงซักฟอกหรือน้ำส้มสายชู แล้วเดินเครื่องไปตามปกติ จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าไม่มีผงซักฟอกตกค้าง


 12. ขวดใส่สบู่เหลว

          มือสกปรกที่สัมผัสกับขวดใส่สบู่เหลว ทำให้ขวดใส่สบู่เหลวสกปรกตามไปด้วย และทำให้มือติดเชื้อโรคหลากหลายชนิดกลับมาด้วยทุกครั้งที่กดหัวปั๊ม ดังนั้นควรเช็ดด้านนอกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งที่ทำความสะอาดก๊อกน้ำ และใช้นำเปล่าผสมน้ำส้มสายชูทำความสะอาดภายในขวดทุกครั้ง ก่อนเติมสบู่ในครั้งถัดไป


 13. พัดลมเพดาน

          ไม่ว่าฝุ่นที่เกาะติดอยู่บนใบพัดของพัดลมเพดานจะหนาเตอะจนน่าตกใจขนาดไหน ก็สามารถกำจัดออกได้ง่าย ๆ แค่เพียงใช้ปลอกหมอนครอบใบพัดทีละใบแล้วค่อย ๆ รูดปลอกหมอนออกมา ซึ่งวิธีนี้ก็จะช่วยให้ฝุ่นตกลงไปอยู่ในปลอกหมอน แทนที่จะปลิวตกใส่หน้าคุณนั่นเอง
14. หมอนหนุน

          เครื่องนอนที่สัมผัสกับใบหน้าอยู่ทุกคืน ฉะนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าบนหมอนจะมีน้ำมันและคราบสกปรกสะสมอยู่มากขนาดไหน แต่ก่อนจะนำหมอนไปซัก ควรศึกษาวิธีทำความสะอาดบนฉลากของหมอนแต่ละใบให้เข้าใจก่อนจะนำไปใส่เครื่องซักผ้า และควรพยายามทำความสะอาดหมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปีหากเป็นไปได้


 15. รางประตูเลื่อน

          การใช้ผ้าเช็ดฝุ่นออกจากรางประตูเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีมากนัก เพราะเป็นวิธีที่อาจทำให้ประตูปิดได้ยากขึ้น คงจะดีกว่าหากใช้น้ำสบู่ผสมน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์เทลงไป แล้วเช็ดตามด้วยผ้าสะอาด ส่วนตามซอกมุมเล็ก ๆ ก็สามารถทำความสะอาดได้ โดยใช้ผ้าคลุมหัวไขควงเช็ดตาม เพื่อให้เข้าถึงจุดสกปรกได้ง่ายขึ้น


 16. เฟอร์นิเจอร์นอกบ้าน

          หลายคนอาจจะคิดว่าน้ำฝนช่วยล้างคราบสกปรกออกจากเฟอร์นิเจอร์นอกบ้านให้แล้ว จนลืมไปว่าเบาะบนที่นั่งไม่ได้สะอาดตามไปด้วย ถ้าอยากให้สะอาดจริง ๆ ก็ควรจะโรยด้วยผงซักฟอกแล้วใช้แปรงสีฟันขัดตาม พร้อมกับล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด แล้วนำไปตากให้แห้ง ซึ่งอาจจะใช้เวลามากกว่า 1 วันกว่าจะแห้งสนิท ฉะนั้นเช็กสภาพอากาศล่วงหน้าสัก 2-3 วันก่อนก็ดี


          การทำความสะอาดสิ่งสกปรกภายในบ้านที่เรียกได้ว่าสกปรกมาก ถึงมากที่สุด กลายเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว แค่เพียงทำตามวิธีเหล่านี้ รับรองช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดไปได้เยอะเลยล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : home.kapook.com


 

ความคิดเห็น