home,repair,homes,repairs,house,houses,decoration,decor,decorations,fix,fixing,หาดใหญ่,สงขลา

หน้าหลัก > ข่าวสาร > เกียรตินาคินฯ มองจังหวะตอนนี้ เหมาะลงทุนอสังหาฯ ชี้ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า

เกียรตินาคินฯ มองจังหวะตอนนี้ เหมาะลงทุนอสังหาฯ ชี้ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า

“เกียรตินาคิน” เผยสมาคมธนาคารไทยหารือคลัง เว้นจัดเก็บภาษีที่ดินพร้อมถกพ่วงการถือครองเอ็นพีเอตามเกณฑ์ ธปท. ระบุแบงก์เปรียบเสมือนโดนสองเด้ง ประเมิน ศก.ปี 58 จะมีความท้าทายหลายประการ แต่ในอีกด้านหนึ่งการบริโภคและการลงทุนไม่ควรหยุดนิ่ง และจากการวิเคราะห์ของธนาคารเกียรตินาคินพบว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี สูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่น และจากการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค ผนวกกับการวิเคราะห์ตลาดจากทีมของเกียรตินาคิน พบว่ามีโอกาสสำหรับการลงทุนในอสังหาฯ ทั้งสิ้น 16 จังหวัด
       
       นางสุวรรณี วัธนเวคิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงผลจากการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลจะมีความชัดเจนในการจะจัดเก็บ แต่ขณะนี้เรื่องดังกล่าว คงต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางสมาชิกสมาคมธนาคารไทย ได้มีการหารือกันถึงแนวทางที่จะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงการผ่อนปรนหากจะมีการจัดเก็บภาษี โดยในเบื้องต้นแต่ไม่ใช่ข้อสรุป อาจจะเว้นการจัดเก็บภาษีในระยะหนึ่ง รวมถึงมีการหยิบยกเรื่องหลักเกณฑ์การครอบครองทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือด้วย
       
       “จะว่าไปแล้ว แบงก์ก็เหมือนโดนสองเด้ง เพราะจริงๆ แล้ว แบงก์มีความเสียหายจากการปล่อยสินเชื่อ และยังต้องมาเสี่ยงจากการเรื่องภาษี ตรงนี้ ทางสมาชิกสมาคมธนาคารไทยมีการหารือกัน แต่ยังไม่ลงลึกในรายละเอียด หรือแม้แต่เรื่องเพิ่มทุนจะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งคิดว่าระยะแรกน่าจะมีการยกเว้นภาษีในเอ็นพีเอทุกประเภท”
       
       ในส่วนของพอร์ตเอ็นพีเอของธนาคารเกียรตินาคินฯ ลดลงจากเดิมที่มีอยู่ 20,000 ล้านบาท ปรับลดลงมาเหลือในปัจจุบัน 6,000 ล้านบาท กว่า 60% จะเป็นประเภทที่ดินเปล่า และบางส่วนที่ยังคงค้างอยู่ที่กรมบังคับคดีคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่าหมื่น ล้านบาท
       
       4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันให้ ดบ.ไทยอยู่ระดับต่ำต่อ
       
       ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคินฯ กล่าวว่า ในปี 58 ทางธนาคารฯประเมินว่าแม้ตัวเลขทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยโดยภาพรวมจะขยายตัวดี ขึ้น แต่หากพิจารณาในรายละเอียดยังคงมีปัจจัยเสี่ยง โดยเศรษฐกิจโลกภาพรวมอาจขยายตัวที่ประมาณ 3.2% ในปีนี้ เร่งตัวขึ้นจาก 2.7% ในปีก่อน อันเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวประมาณ 3.7% เร่งตัวขึ้นจาก 0.7% ในปีก่อน อันเป็นผลจากสถานการณ์การเมืองที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยง 4 ประการหลักที่กระทบต่อการลงทุน เริ่มต้นจากสงครามค่าเงิน อันเป็นผลจากการที่ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เร่งลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้สกุลเงินของตนอ่อนค่า ถัดมาคือเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง สะท้อนจากการบริโภคและลงทุนภาคเอกชน การเบิกจ่ายภาครัฐ และการส่งออกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตัวเลขภาคการเงินที่สะท้อนผ่านการขยายตัวของเงินฝากที่เร่งตัวสูงกว่าสินเชื่อบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืดเช่นกัน ตลอดจนแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงเสถียรภาพการเงินที่ยัง คงต้องจับตามอง จากทั้ง 4 ปัจจัยข้างต้น จะทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงต้องถูกกดดันให้อยู่ในระดับต่ำถึง สิ้นปีเป็นอย่างน้อย ขณะที่การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนอาจเผชิญความผันผวนสูงในอนาคต”
       
       นางสุวรรณี กล่าวว่า จากการวิเคราะห์ของธนาคารฯ พบว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดการเงินในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำและผันผวน ขณะที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยข้อมูลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9% ต่อปี สูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ สาเหตุที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์น่าสนใจเกิดจาก 4 ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ โดยปัจจัยแรกคือความต้องการในอสังหาริมทรัพย์ที่มากขึ้นตามการขยายตัวของเขต เมืองทั่วภูมิภาค (Urbanization) ถัดมาคือแรงผลักดันจากโครงการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการที่มีแนวโน้มดำเนินการได้ก่อน ได้แก่ รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปัจจัยที่สามคือปริมาณที่ดินที่มีจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่เมือง ส่งผลให้ราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว และประการสุดท้ายคือการปรับเพิ่มราคาประเมินที่ดินในรอบปี 2559-2562 เฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 10-15%”
       
       “บางทำเลราคาปรับขึ้นไปกว่า 30% ถามว่า เราลงทุนวันนี้ อาจจะคิดว่าแพง แต่ถามว่าในระยะข้างหน้า เราจะมีต้นทุนสูงแค่ไหนจากการลงทุน เพราะแนวโน้มก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าราคาที่ดินมีแต่ปรับขึ้น โดยดัชนีราคาที่อยู่อาศัยจากฐานข้อมูลสินเชื่อธนาคาพาณิชย์ที่ดินเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 8% ขณะที่อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของการลงทุนในด้านต่างๆ จะพบว่า ดัชนีราคาที่ดินอยู่ที่ 9%”
       
       จากการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค โดยการมองภาวะเศรษฐกิจในลักษณะภาพรวมของประเทศ และการวิเคราะห์ตลาดจากทีมของเกียรตินาคินเอง เราพบว่ามีโอกาสสำหรับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น 16 จังหวัด โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มแรก “จังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑล” มี 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเขตเมืองและการก่อสร้างรถไฟฟ้าในหลายเส้น ทาง กลุ่มที่สองคือ “จังหวัดหัวเมืองใหญ่” มี 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ภูเก็ต พิษณุโลก ขอนแก่น และชลบุรี ซึ่งได้รับประโยชน์จาก 1) การเติบโตของเขตเมือง อันเกิดจากการค้าและการลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หรือ 2) การเป็นจังหวัดสำคัญที่เชื่อมเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างไทยกับประเทศในลุ่ม แม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS)
       
       และกลุ่มที่สาม “จังหวัดหน้าด่านชายแดน” มี 6 จังหวัด ได้แก่ สงขลา เชียงราย ตาก มุกดาหาร หนองคาย และกาญจนบุรี ซึ่งได้รับประโยชน์จาก 1) กิจกรรมการค้าและการลงทุนตามแนวชายแดนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2) การเป็นจังหวัดบนเส้นทางคมนาคมขนส่ง GMS 3) ภาครัฐกำลังสนับสนุนให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และ 4) บางจังหวัดยังได้รับประโยชน์จากการเป็นเมืองท่องเที่ยวด้วย
       
       “จึงเห็นได้ว่าเวลานี้เป็นจังหวะแห่งการลงทุน ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่อยากให้มองข้าม ไม่ว่าจะที่ดิน ที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ห้องชุดคอนโดมิเนียม โดยเกียรตินาคินยังมีมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ โดยพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่ธนาคารของรัฐและเอกชนหลาย แห่งทยอยปรับลดลง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2% เหลือ 1.75% เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา รวมถึงการไม่ปรับเพิ่มราคาของกลุ่มวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นต้นทุนหลัก ส่งผลให้เป็นจังหวะที่เหมาะสมต่อการเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์” นางสุวรรณี กล่าว

ขอขอบคุณที่มาจาก : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000036869

ความคิดเห็น