home,repair,homes,repairs,house,houses,decoration,decor,decorations,fix,fixing,หาดใหญ่,สงขลา

หน้าหลัก > ข่าวสาร > วสท.นำทีมลงพื้นที่ “บ้านกลางกรุง” พบพื้นทรุดผิดปกติ พร้อมเก็บตัวอย่างดินตรวจวิเคราะห์รอผล 6 เดือน

วสท.นำทีมลงพื้นที่ “บ้านกลางกรุง” พบพื้นทรุดผิดปกติ พร้อมเก็บตัวอย่างดินตรวจวิเคราะห์รอผล 6 เดือน

วสท.นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบวิเคราะห์พื้นทรุด “บ้านกลางกรุง” พบพื้นทรุดมากผิดปกติ 50-100 ซม. พร้อมเก็บตัวอย่างดินตรวจวิเคราะห์คาดทราบผลภายใน 6 เดือน แนะลูกบ้านอย่าเพิ่งซ่อมรอผลตรวจวิเคราะห์ก่อน พร้อมยืนยันโครงสร้างบ้านแข็งแรง และเตือนผู้ประกอบการอย่านึกถึงแต่ทำเล รูปแบบบ้าน แต่ควรคำนึงถึงลักษณะของพื้นที่เพื่อกำหนดวัสดุ เทคนิคการก่อสร้าง ควรมีระยะบดอัด ถมที่ให้ดินอยู่ตัวนานเพียงพอ
       
       วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายก พร้อมด้วย รศ.สิริวัฒน์ ไชยชนะ เลขาธิการ ผศ.นันทวัฒน์ จรัสโรจน์ธนเดช คณะอนุกรรมการ วสท. พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมืออุปกรณ์เดินทางลงพื้นที่เข้าตรวจสอบโครงการบ้านกลางกรุง เดอะ รอยัลเวียนนา รัชวิภา ที่เกิดปัญหาพื้นที่บ้านทรุดเมื่อวัน 2 กรกฎาคม 58 ที่ผ่านมา หลังจากผู้อยู่อาศัย และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ต้องการให้ วสท.เข้าตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเกี่ยวกับพื้นดินใต้หมู่บ้านทรุดตัวต่อเนื่องจนถนน พื้นบ้าน กำแพงพังเสียหาย ใต้บ้านบางส่วนเห็นพื้นดินหายเป็นโพรง
       
       ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า วสท.ได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญเดินทางเข้าตรวจสอบโครงการบ้านกลางกรุง เดอะ รอยัลเวียนนา รัชวิภา พร้อมผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือตรวจสอบทางวิศวกรรม หลังรับเรื่องร้องเรียนจากผู้อยู่อาศัยในโครงการกว่า 200 หลังคาเรือนในหมู่บ้านที่ประสบปัญหาพื้นดินในหมู่บ้านทรุดตัว วสท.ได้สำรวจทางกายภาพในเบื้องต้นลักษณะบ้านในโครงการเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ โครงสร้างของตัวบ้านยังไม่มีรอยร้าว แต่พื้นลานจอดรถด้านหน้าบ้าน และหลังบ้าน รวมทั้งถนนหมู่บ้านมีการทรุดตัวมากในบริเวณเฟส 2 ของโครงการ ถนนที่ทรุดตัวตามการทรุดของพื้นดินได้ดึงพื้นหน้าบ้านของผู้อาศัยเอียงตามลงไป 50-100 ซม. ลานจอดรถหน้าบ้าน และพื้นหลังบ้านหลายหลัง กลายเป็นแอ่งกระทะ ปูดบวม ประตูรั้วบ้านปิดไม่ได้ และบ้านบางส่วนมองเห็นพื้นดินใต้ตัวบ้านเป็นโพรงลึก บ้านที่ได้รับผลกระทบมีกว่า 130 หลังคาเรือน จากทั้งหมด 330 หลังคาเรือน พื้นดินทรุดตัวเร็วผิดปกติ
       
       วัตถุประสงค์ของ วสท. ในการตรวจสอบ คือ 1.เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมได้สำรวจและตรวจวิเคราะห์เจาะชั้นดินตามความจำเป็น 2.ศึกษาถึงสาเหตุ ลักษณะของผลกระทบต่อบ้านในโครงการและสาธารณูปโภค เช่น ท่อร้อยสายไฟ สายโทรศัพท์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อความมั่นคง และปลอดภัย 3.เสนอแนะแนวทางแก้ไขตามหลักวิศวกรรม และมาตรฐานสากล
       
       สำหรับบ้านที่ได้รับผลกระทบทรุดหนักมีจำนวน 69 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เฟส 2 นี้เคยเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยเอกชน และบ่อบัว ส่วนบ้านที่มีรอยร้าวแผลเล็กน้อยทรุดไม่มาก 213 หลัง จากจำนวนทั้งหมด 330 หลังคาเรือน ปัญหาเริ่มมาตั้งแต่ประมาณ 5-6 ปีหลังมานี้ พื้นดินในหมู่บ้านเริ่มมีการทรุดตัว โดยเฉพาะพื้นถนน ทำให้กำแพง พื้นหน้าบ้าน หลังบ้าน เกิดการแตกร้าวเสียหาย แรกๆ ดินก็ทรุดลงเล็กน้อย ระยะหลังเริ่มทรุดหนักขึ้น เป็นโพรง ที่ตัวบ้านยังมั่นคงอยู่ได้เพราะเสาเข็มกับคาน ส่วนกำแพงบ้านหลายหลังก็ฉีก และแตก พื้นที่หน้าบ้านที่เป็นลานจอดรถก็ทรุดแตกร้าว บางที่ทรุดลงไปกว่า 1 เมตร ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เป็นหมู่บ้านถูกขายทั้งหมด 2 โซน คือ โซน 5-6 ปี และโซน 3 ปี มีปัญหาทั้ง 2 โซน เริ่มมีปัญหาพื้นถนนทรุดตัวเห็นชัดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และค่อยๆ ทรุดตัวลงเรื่อยๆ
       
       ด้านลูกบ้านรายหนึ่งอาศัยอยู่ที่บ้านนี้มา 5 ปี กล่าวว่า เริ่มประสบต่อปัญหาบ้านทรุดมาประมาณ 3 ปี ความเสียหายส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณหน้าบ้าน หลังบ้าน โดยเฉพาะบริเวณห้องครัวเสียหายหนักจนกำแพงทะลุ และบริเวณชั้น 3 ของบ้านในส่วนของห้องนอนลูกสาวเกิดรอยร้าว
       
       ส่วนพื้นถนนซึ่งมีการซ่อมแซมแล้ว แต่ยังมีรอยแตกร้าว และทรุดตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะที่จอดรถในบ้านซึ่งทรุดตัวลง 50-100 ซม. น่าจะมาจากการทรุดตัวของดินที่ผิดปกติ เพราะว่าปกติพื้นที่กรุงเทพฯ มีการทรุดตัวของดินไม่เกิน 10 ซม. ต่อปี จะต้องศึกษาที่ดินว่า มีความเป็นมาอย่างไร ตอนสร้างได้มีการอัดดินให้แน่นหรือไม่
       
       โดยสรุป ตัวบ้านทาวน์โฮมยังมั่นคงแข็งแรง แต่ส่วนที่เป็นปัญหา คือ พื้นรอบตัวบ้าน และถนนที่มีการทรุดตัวมากกว่าปกตินั้นเป็นส่วนที่ไม่มีเสาเข็มรองรับ โดยวางวางอยู่บนพื้นดิน เมื่อพื้นดินมีการทรุด พื้นหน้าบ้านจึงทรุดตาม โดยปกติบ้านที่สร้างเกิน 5 ปี การทรุดน่าจะอยู่ในช่วงอยู่ตัว หรือเปลี่ยนแปลงน้อยลงแต่ที่พบในพื้นที่เฟส 2 มีการทรุดลง 50-100 ซม. ในระยะ 3 ปี ถือเป็นเรื่องไม่ปกติ ข้อควรระวัง คือ ปัญหาการทรุดตัวของดินใต้บ้านอาจมีแรงดึงเสาเข็มให้หลุดจากตอม่อโดยมักจะเกิดรอยร้าวขึ้นก่อน
       
       ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า การแก้ไขทางวิศวกรรมธรณีเทคนิค คือ ควรมีการวิเคราะห์ตรวจชั้นดิน และทำการศึกษาการทรุดตัวของพื้นที่นั้นว่า มีสถานะของการทรุดตัวอยู่ในช่วงใด เนื่องจากสภาพดินและวัสดุถมที่ต่างๆ กันในแต่ละพื้นที่ หากเป็นการทรุดตัวในช่วงกราฟสูงชันจะมีการทรุดเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่หากการทรุดตัวในระยะลาดต่ำจะเปลี่ยนแปลงน้อย หรือเริ่มอยู่ตัวแล้ว ทั้งนี้ เพื่อนำผลวิเคราะห์มาออกแบบเสาเข็ม หรือกำหนดขนาดเสาเข็ม และเทคนิคการถมดินให้ถูกต้อง และเหมาะสมต่อลักษณะของพื้นที่นั้น สำหรับโครงการสร้างใหม่ หรือการซ่อม ไม่เช่นนั้นจะต้องมีการซ่อม และถมดินกันบ่อยๆ
       
       นอกจากนี้ การถมดินโดยไม่รู้ข้อมูลของสถานะทรุดตัวอาจไปเพิ่มภาระน้ำหนักจากดินที่ถมลงไปทำให้พื้นดินเดิมเกิดการทรุดตัวเร็วมากขึ้น ดังนั้น การถมดินเพื่อซ่อมแซมขอให้รอข้อมูลวิเคราะห์และคำแนะนำจาก วสท.เสียก่อน ในขั้นตอนต่อไปหลังจากทาง วสท.ได้เก็บข้อมูลและนำตัวอย่างดินตามจุดต่างๆ ในโครงการไปวิเคราะห์ จากนั้นจะทำคอนทัวร์ แสดงลักษณะการทรุดตัวของพื้นดินในบริเวณต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อดำเนินการแก้ไขในจุดพื้นที่ที่เป็นปัญหาต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
       
       “ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวิศวกรรมการก่อสร้างเราสามารถก่อสร้างที่พักอาศัย หรืออาคารโครงการขนาดใหญ่ได้ในทุกพื้นที่โดยดำเนินการอย่างถูกต้อง จะต้องมีการตรวจสอบสภาพดิน และคำนวณการทรุดตัว เพื่อออกแบบเสาเข็ม และการถมที่ให้เหมาะสมในการก่อสร้าง สำหรับการซ่อมที่บ้านกลางเมือง มีเจ้าของบ้านบางหลังได้ลงเสาเข็มบริเวณลานที่จอดรถหน้าบ้าน ด้วยเสาเข็มขนาด 33 เมตร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เราขอแนะนำให้ตัดแยกส่วนพื้นที่ซ่อมใหม่นี้ออกจากตัวบ้านเพื่อไม่ให้มีแรงดึงจากการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปสำหรับบ้านที่สร้างใหม่นั้น ตัวบ้าน และลานบ้านควรมีเสาเข็มขนาดเท่ากัน เพื่อเวลาดินทรุดจะได้ทรุดลงเท่ากัน ในการวัดอัตราการทรุดตัวว่าอยู่ในสถานะใด เราจะหาพื้นที่บริเวณที่มั่นคงที่สุดเพื่อใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ (Benchmark ) แล้วนำมาศึกษาเปรียบเทียบกับอัตราการทรุดของพื้นที่โครงการ ทั้งนี้ ต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เป็นอย่างน้อยในการศึกษาวิเคราะห์” ดร.สุชัชวีร์ กล่าว
       
       ดร.สุชัชวีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นับเป็นกรณีศึกษา สำหรับผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์ ไม่เพียงเน้นที่ทำเลที่ตั้ง รูปแบบดีไซน์บ้าน และบริการเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์สภาพดิน อัตราการทรุดตัวในพื้นที่ด้วย รวมทั้งที่มา และลักษณะของพื้นที่นั้น เพื่อที่จะได้กำหนดวัสดุ เทคนิค การก่อสร้างที่เหมาะสมต่อพื้นที่นั้นๆ เช่น ที่ลุ่ม ที่นา และบริเวณที่มีแหล่งน้ำ ส่วนแลนด์แบงก์ของผู้ประกอบการ ควรมีระยะของการบดอัด ถมที่ให้ดินอยู่ตัวนานเพียงพอด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000074951

ความคิดเห็น